เพื่อนรักเริ่มระบายพรั่งพรูความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในใจทีแรกน้ำเสียงก็ราบเรียบดี
อยู่หรอก แต่เอ๊ะ จู่ ๆ ทำไมน้ำเสียงดันขาดช่วงแถมยังมีเสียงสะอึกสะอื้นแทรก
เป็นระยะ ชักแปลก ๆ ฉันเริ่มใจไม่ดีเหตุการณ์มันจะหนักหนาไม่เนี่ยฉันคิดในใจ
แล้วเธอก็เริ่มเล่าว่า…
พักนี้สามีสุดที่รักของเธอมีอาการแปลก ๆ วันทำงานจันทร์ถึงศุกร์กลับซะ
ดึกดื่น บอกว่ามีงานเลี้ยง วันเกิดเพื่อนบ้าง ไปส่งลูกน้องบ้างบางทีก็ติดเลี้ยงลูกค้า
พอกลับถึงบ้าน พ่อเจ้าประคุณก็สร้างโลกส่วนตัวนั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์
แชทกับเพื่อนในโลกไซเบอร์ คุยจนหนำใจ แล้วก็เดินเข้าห้องนอนหน้าตาเฉย
ซ้ำร้ายวันเสาร์อาทิตย์ก็อยู่ไม่ติดบ้านอย่างเก่งก็แค่ช่วงเช้าพอเข็มสั้นนาฬิกา
ชี้ที่เลขสิบสอง เขาก็เป็นหาเรื่องต้องออกจากบ้านไปห้างสรรพสินค้าบ้าง
ไปต่างจังหวัดกับเพื่อนบ้าง กว่าจะเข้าบ้านได้ ก็โน่นปาไปสี่ห้าทุ่ม
แถมพอกลับมาก็ยังไม่สนใจภรรยาอีกเข้านอนไปซะดื้อ ๆ
ฉันตั้งอกตั้งใจฟังปัญหาของเพื่อน พอเล่าเสร็จ เพื่อนก็ถามว่าเธอต้อง
ทำยังไงฉันก็ตอบไปว่า “สงสัยต่อมติสท์แตกล่ะมั้ง” แล้วก็ทั้งปลอบ ให้กำลังใจ
ให้สติ ให้เธอได้หยุดคิดถึงเหตุผลของฝั่งสามีบ้างก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปกว่านี้
“เขาอาจอยากใช้ชีวิตโสดชั่วคราวไปอยู่กับเพื่อนอยู่กับงานที่ตัวเองรัก
อยู่กับตัวเองแต่ไม่ได้ หมายความว่า เขาเห็นเราเป็นอากาศธาตุ หมดความหมาย”
เธอคิดเลยเถิดถึงขั้นเลิกรากัน เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมสามีที่รักกันมา
ตั้งหกปีจะเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างนี้ อารมณ์บางส่วนบังคับให้เธอคิดว่า
หรือสามีหมดรักซะแล้ว หรือว่าความรักหกปีที่ร่วมกันบ่มเพาะกันมามันจืดจาง
แล้วจริง ๆ ฉันฟังปัญหาของเพื่อนแล้วพยายามฉุดรั้งอารมณ์ที่กำลังพวยพุ่ง
และโอนเอนไปอย่างไร้จุดหมายของเธอให้นิ่งซะก่อนและโน้มน้าวให้เธอ
ได้คิดในอีกมุมหนึ่ง
ฉันคิดว่าทุกครอบครัวก็มีปัญหากันทั้งนั้นเรื่องราวของเธอเพิ่งเกิดขึ้น
ครั้งแรกในรอบหกปีของการอยู่ร่วมชายคาเดียวกันนับว่าดีกว่าหลายครอบครัว
ที่ฉันรู้จักบางครอบครัวอยู่ด้วยกันทุกวี่ทุกวันแต่ไม่เคยพูดจากันดี ๆ เลย
บางครอบครัวสามีเตลิดไม่กลับบ้านสองสามวันส่วนอีกหลายครอบครัว
สามีติดบอล ติดบ่อน
ถ้าเรารู้จักหันไปมองสิ่งรอบตัวบ้างเราก็จะเห็นบางสิ่งที่มันอาจย่ำแย่กว่า
สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ แต่ถ้าเรามัวแต่หมกมุ่นในความคิดและจมปลักอยู่กับปัญหา
เราก็จะคิดว่า โอ้โฮ…ทำไมชีวิตฉันมันช่างเลวร้ายอย่างนี้ให้มองด้วยใจเป็นกลาง
แล้วหันไปดูครอบครัวอื่นที่เขาต้องใช้ความอดทนมากกว่าเราทั้ง ๆที่ปัญหา
ของเขารุมเร้าหนักกว่าเราหลายเท่านัก
ถ้าเรารู้จักปล่อยวางกับปัญหาที่เกิดซะบ้างแต่ไม่ใช่หนีปัญหาและ
ยอมรับว่าชีวิตครอบครัวมันก็เป็นอย่างนี้แหละจะสุขอะไรกันตลอดเวลาชีวิตจริง
มันไม่ใช่ฉากแต่งงานในโรงแรมหรูหราที่ปูพรมแดงโรยด้วยกลีบกุหลาบ
ให้บ่าวสาวเดินเกาะแขนเคียงคู่กันขึ้นเวทีเสมอไป
กลับมาที่เรื่องราวของเพื่อนกันต่อ เธอฟูมฟายว่า ทำไมสามีที่เคยรัก
ดูแลกัน แปรเปลี่ยนไป ไม่คิดถึงความรู้สึกของเธอเลย ทั้ง ๆ ที่เธอเห็นเขา
เป็นที่หนึ่งเสมอมา ไม่เป็นสองรองใคร ขนาดจะออกไปธุระ เธอยังต้องรอดูจังหวะ
เวลาของสามี ถ้าสามีอยู่บ้าน เธอก็เลือกที่จะอยู่บ้าน ผัดไปธุระวันอื่นเพราะ
อยากใช้ชีวิตอยู่กับสามีหากิจกรรมทำร่วมกันดูหนังกินข้าวนอกบ้าน
หรืออะไรก็ได้ที่เธอและเขาจะสร้างความผูกพันกันฉันสามีภรรยาทั่วไป
ฉันคิดว่า คนเรารักกัน ต้องยอมให้กันทุกเรื่องรึเปล่าแล้วทำไมถึงต้อง
ให้อีกฝ่ายขึ้นแท่นรับรางวัลที่หนึ่งตลอดเวลาทำเหมือนกับว่าเขาออกวิ่งก่อนใคร
นำม้วนเดียวจบ แล้วเข้าเส้นชัย ทิ้งห่างคู่แข่งสบายใจเฉิบ ฉันว่าชีวิตครอบครัว
มันต้องมีสมดุล บางครั้งเราอาจจัดให้สามีอยู่ที่สองเป็นรองงานบ้างบางครั้ง
อาจจัดให้อยู่ที่สามรองจากพ่อแม่หรือเพื่อนรักขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่า
อะไรจะสำคัญกว่ากัน แต่เขาจะไม่ถูกทิ้งให้เป็นที่โหล่ต้องอายใครลองคิด
อีกมุมว่าการติดหนึ่งในสามก็ได้ขึ้นแท่นรับรางวัลเหมือนกันเพียงแต่อาจจะ
ยืนสูงบ้าง ต่ำบ้างก็ไม่น่าจะเป็นอะไรความสำคัญไม่ได้ถูกลดทอนลง
เหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง ก็เข้าเส้นชัยเหมือนกัน ถ้าคิดได้แบบนี้
ชีวิตคู่น่าจะดำเนินไปอย่างสบาย ๆ เพราะไม่ต้องคาดหวังว่าฉันต้องเป็นที่หนึ่งเสมอ
ส่วนอีกฝ่ายก็ไม่ต้องคอยยัดเยียดเหรียญทองให้คู่ของตัวเองโดดเด่นตลอดเวลา
เพื่อนรักของฉันน่าจะคลายความโศกเศร้าลงได้บ้างจากนี้ไปเธอคงต้อง
ใช้ความอดทน ความหนักแน่นข้ามผ่านปัญหานี้ไปให้ได้ใช้ใจที่เย็นดั่งสายน้ำ
เป็นกาวเชื่อมความรู้สึกให้กลับมาดังเดิม เมื่ออุปสรรคมลายหายไปความเชื่อมั่น
ในกันและกัน จะเข้ามาแทนที่ความหวาดระแวง ความเข้าใจจะเข้ามาเบียดแทรก
ความน้อยใจให้ออกไปจากจิตใจที่งดงามของเธอ
“เว้นที่ว่างให้กันและกันบ้าง แต่อย่าให้สายใยขาดจากไป เหมือน
การปลูกต้นไม้ที่ต้องมีระยะห่าง พอที่แต่ละต้นจะเติบโตแผ่กิ่งก้าน
ในอาณาเขตของตนเองได้แต่ยังอยู่ในแปลงเดียวกัน”
ทอรัก ทอรัส